ในยามที่คิดว่า ชีวิตโหดร้าย เพียงนึกถึง Mr No Hands, No Legs, and No Worries คนนี้ เขาจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอ 
 


---------------------------------------------------------------------------------
ผมชื่อ นิค วูจิซิค และผมขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของผมที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก!

ผมเกิดมาโดยที่ไม่มีแขนขาและหมอก็หา คำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ "ข้อบกพร่อง" จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย

...ให้ถือว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขงั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น (ประเทศออกเตรเลีย) สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ "สรรเสริญพระเจ้า!"

ลูกชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขน ขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้นิคมีทั้งน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาเหมือนกับเดกปกติคนอื่น ๆ

คนทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่ เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้" พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง

พ่อแม่ผมมีความกังวลอย่างมากและแสดง ให้เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่ผมจะเติบโตขึ้นมา ซึ่งมันก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกท่านในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้

กฎหมายในประเทศไม่อนุญาตให้ผมได้ เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่องทางร่างกายของผม แต่พระเจ้าก็ทำเรื่องมหัศจรรย์และให้พลังแก่แม่ผมในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป ผมเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการรุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในระดับ หน้า

ผมชอบไปโรงเรียนและพยายามที่จะมี ชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผมก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูกปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกายของผม เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ ผมเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเวลาแห่งความ ท้าทายนั้น


ผมรู้ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนแหละ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น แต่ผมก็ได้รับการชูใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่

มีบางเวลาที่ผมรู้สึกหดหู่และโกรธ เกรี้ยวเพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายผม หรือไม่สามารถโทษใครได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและ พระองค์ทรงห่วงใยเรา ผมก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักผม ทำไมพระองค์ถึงทำให้ผมเป็นแบบนี้? เป็นเพราะว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า? ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรผิดแน่เลยเพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีผมคนเดียวที่ประหลาด ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัวผม และถ้าผมยิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น ผมต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด แต่ผมก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ผม รู้สึกดีและเข้มแข็ง


ผมมีความฝันและเป้าหมายมากมายที่ผม ตั้งไว้เพื่อที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ ผมอยากจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่ผมจะเป็นได้สำหรับความรักและความหวังของพระ เจ้า อยากเป็นนักพูดให้กำลังใจในระดับสากล และเพื่อถูกใช้เป็นภาชนะทั้งในเรื่องของคริสเตียนและเรื่องอื่น ๆ ผมอยากมีอิสระทางการเงินเมื่ออายุ 25 ผ่านทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อออกแบบรถสำหรับผมที่จะขับได้และอยากได้รับการสัมภาษณ์และแบ่งปันเรื่อง ราวของผมผ่านทางรายการ "โอปราห์ วินฟรี โชว์"! 

การได้เขียนหนังสือหลาย เล่มที่ติดอันดับขายดีที่สุดก็เป็นหนึ่งในความฝันของผม และผมหวังว่าจะเขียนหนังสือเล่มแรกให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ หนังสือเล่มนี้จะมีชื่อว่า "ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีกังวล!"

  ---------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 VIDEOS - TV CHANNEL

 

เรื่องราวต่อไปนี้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการมีรายได้ สำหรับลูกจ้างและคนทำธุรกิจส่วนตัว ที่ต้องการก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการหรือนักลงทุน และสำหรับทุกคนที่ต้องการมากกว่า "ความมั่นคงของงาน" นั่นคือ "ความมั่นคงทางการเงิน" นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ แต่มั่นใจได้ว่าจุดหมายปลายทางนั้น คุ้มค่าแก่ความพยายามยิ่งนัก เพราะสุดทางเส้นนี้คือ "อิสรภาพทางการเงิน"
 

"เรากำลังลากถังน้ำหรือสร้างท่อน้ำ"
"เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด"


หวังว่าคุณคงได้คำตอบจากนิทานเรื่องนี้แล้ว จำไว้ว่าคำตอบนี้สามารถช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง และนำชีวิตของคุณไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงินได้จริง ๆ ขอเพียงแต่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและแนวคิดของตนเอง

เนื้อหาจากนิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังเบื่อกับการ "ลากถัง" และพร้อมที่จะ "สร้างท่อ" เพื่อส่งเงินเข้ากระเป๋า ไม่ใช่ออกจากกระเป๋า และนั่นก็คือเนื้อหาอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวในบริบทเดียวกันของ พลังของผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ซึ่งเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกิจการ และการมีรายได้ที่มั่นคงกว่าการเป็นลูกจ้างและคนทำธุรกิจส่วนตัว โดยการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ

---------------------------------------------------------------------------------



มีหลาายครั้งที่ฉันเหนื่อยเหลือเกิน..กับการวิ่งไล่ล่า หาความสำเร็จ ซึ่งในแต่ล่ะครั้งก็จะมีคำตอบไม่เหมือนกัน และมีหลายที่ "ผิดหวัง" "ทดท้อ" แต่ก็มีอีกหลายครั้งที่ได้พบ กับคำว่า "ความสมหวัง " และเผชิญหน้ากับ คำว่า "ความสำเร็จ" ซึ่งกว่าจะได้มานั่นบ้างครั้งต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาและบ่อยครั้งที่เฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า "ความฝันในวัยเด็กฉันหายไปไหน" ใครกันนะที่ขโมยความฝันของฉันไป

คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า...ทำงานมากี่ปี?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า...มีเงินเก็บเท่าไหร่?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า.. 5-10 ปีที่ผ่านมาชีวิตคุณเปลี่ยนไปหรือไม่?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า..เคยถามตัวเองมั้ยว่าเมื่อไหร่ฝันของคุณจะเป็นจริง?
หากวันนี้..เราทำงานเดิม ๆ ใช้ชีวิตเดิม ๆ เราไม่ได้รวยขึ้น หรือมีชีวิตดีขึ้น ต่อให้เราทำอีก 5ปี หรือ 10 ปี ชีวิตคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย ฉันทำอะไรผิดหรือ?

คนบางคน...ทำงานวันเดียว มีรายได้หลักหมื่น แต่เรา...ทำเป็นเดือน

คนบางคน..ทำงานเดือนเดียว มีรายได้เดือนละล้าน แต่เรา..ทำเป็นสิบปี

คนบางคน..ทำงานปีเดียวมีรายได้นับสิบล้าน แต่เรา..คงต้องทำทั้งชาติ

คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า....อาชีพอะไรจะทำให้ฝันของคุณจะเป็นจริง?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า....อาชีพอะไรจะทำให้คุณมีรายได้ไม่จำกัด?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า....อาชีพอะไรจะทำให้คุณมีรายได้ตลอดชีวิต?
คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า....อาชีพอะไรจะทำให้เหนื่อยชั่วคราว แต่..สบายชั่วโคตร?

---------------------------------------------------------------------------------

โอกาสการเปลี่ยนแปลงชีวิตสู่การมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา

หนังสือชุดพ่อรวยสอนลูก เล่มที่ 2 “Cashflow Quadrant” หรือ “เงินสี่ด้าน” ของ Robert T. Kiyosaki ได้กล่าวไว้ว่า คนในโลกแบ่งตามที่มา ของรายได้ที่เขาได้รับออกเป็น 4 ด้านคือ

 

ด้านที่ 1: ลูกจ้าง (Employee) คือผู้ที่มีรายได้จากค่าจ้าง,เงินเดือนประจำ

ด้านที่ 2 : ธุรกิจส่วนตัว (Self –employed) เจ้าของกิจการขนาดเล็ก ( Small Business owner ) คือผู้ที่มีรายได้จากกิจการของตนเองโดยเจ้าของกิจการจะต้องเป็นผู้ลงมือทำหรือดูแลด้วยตนเอง

ด้านที่ 3 : เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ (Business owner) คือผู้ที่มีรายได้จากทรัพย์สินของตน, โดยใช้เวลาและแรงงานของผู้อื่นสร้างรายได้ให้กับตน

ด้านที่ 4 : นักลงทุน (Investor) คือผู้ที่ใช้เงินทำงานแทนตนเองเพื่อสร้างผลตอบแทนหรือรายได้นโดยไม่ต้องทำเอง

  

 

“เดินทางร้อยลี้ต้องมีก้าวแรก” หากคุณต้องการเริ่มต้นสร้างความสำเร็จให้กับชีวิต ด้วยเส้นทางที่สามารถสร้างความฝันของคุณให้เป็นจริงได้ ภายในระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไป ธุรกิจเครือข่ายจะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดเส้นทางหนึ่ง ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงเสมอ หลังจากนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ เมื่อคุณได้มีโอกาสอ่านเอกสารฉบับนี้แล้ว และต้องการจะใช้โอกาสที่ดีนี้เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินและเวลาให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ผู้ที่แนะนำคุณให้อ่านเอกสารฉบับนี้พร้อมเสมอที่จะช่วยคุณสร้างความฝันให้เป็นจริง เพียงคุณมีความเชื่อมั่นและเดินตามความเชื่อในหัวใจของคุณ ทุกสิ่งที่คุณปารถนาย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน    

 

          

"คุณจะฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง...หรือคุณจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงฉวยโอกาสไปจากคุณ"

 

คุณโรเบิร์ต ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก กล่าวว่า

การศึกษาเรียนรู้มี 3 แบบคือ   1. การเรียนรู้ทางวิชาการ  2. การเรียนรู้ทางวิชาชีพ  3 .การเรียนรู้ทางด้านการเงิน

การเรียนรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ ไม่ได้สร้างความร่ำรวยให้กับเรา แต่สามารถให้เรามีงานทำ ทำงานเพื่อเจ้าของกิจการ

การเรียนรู้ทางด้านการเงิน สามารถให้เราสร้างความร่ำรวยได้

ทัศนคติที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

คนจน มักคิดว่า ฉันคงทำไม่ได้หรอก คนรวย จะคิดว่า ฉันจะทำมันได้อย่างไร

คนจนมองการลงทุนเป็นความเสี่ยง และยึดกับการมีรายได้ประจำว่ามั่นคง คนรวยมองหาวิธีการควบคุมความเสี่ยง และคิดว่าการมีรายได้ประจำไม่มั่นคง เพราะเงินเดือนของเราถูกควบคุมโดยนายจ้าง หรือหัวหน้างาน ไม่ใช่ ตัวเราเอง

ธุรกิจหนึ่งที่คุณโรเบิร์ตแนะนำสำหรับคนที่มีทัศนคติแบบคนรวย แต่อาจมีเงินทุนน้อย คือ ลงทุนเวลา + กับความตั้งใจจริง
ในธุรกิจเครือข่าย ซึ่งเราเองรู้สึกดีมาก และคิดว่าตนเองตัดสินใจถูกที่เลือกที่จะลงทุนกับธุรกิจเครือข่ายที่ใช้ระบบการทำงานจากที่บ้านเป็นแรงขับเคลื่อน ทำให้ธุรกิจเครือข่าย บน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำได้และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูง

ถ้าต้องการที่จะเปลี่ยน ต้องเริ่มเปลี่ยน ถ้ากลัวที่จะผิดพลาด คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย

ในโลกของธุรกิจคุณจะต้องเกิดข้อผิดพลาด เรียนรู้ประสบการณ์จากข้อผิดพลาด เหมือนเด็กที่หัดเดิน ล้มแล้วลุก แล้วเดินต่อ ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็จะลุกและเดินต่อ จนสามารถวิ่งได้ในที่สุด ทุก ๆ คนเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน

---------------------------------------------------------------------------------

ในวันนี้..อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จักธุรกิจเครือข่าย(MLM) แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจนี้ต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทยในอนาคต นับวัน คำว่าธุรกิจเครือข่าย ได้เข้ามามีบทบาทต่อรายรับ - รายจ่ายของทุกครัวเรือนในสังคมไทย ตั้งแต่ชนชั้นรากหญ้าจนถึงผู้มีอันจะกิน ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างพากันหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะด้วยมุมมองในการประกอบอาชีพของคนไทยเปลี่ยนไป คือ อยากที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือแม้กระทั่งเจ้าของธุรกิจเอง(ขนาดกลางและย่อมSMEs)จำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมในโอกาสทางธุรกิจนี้

  

  เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ก้าวเข้าไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่มันคือตัวระบบระบบที่สามารถสร้างรายได้แบบไร้ขีดจำกัด และสามารถทำงานแทนเราได้ แม้ในขณะที่เราไม่ได้ทำงาน ซึ่งเกิดจากการขยายงานของเครือข่ายใต้สายงานแต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แม้แผนธุรกิจจะดีเลิศแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังต้องทำงานแบบถวายชีวิตเพื่อความสำเร็จ คำว่าอิสระทางการเงิน และเวลา มันก็คงเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ เพราะระบบที่สามารถทำงานแทนเราได้ 100% นั้น มันยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง...แต่ ณ บัดนี้มันได้เกิดขึ้นแล้วคำตอบนี้อยู่ในบทความคลื่นลูกที่สาม
 

คลื่นลูกที่ 1  แนวคิดหลัก “สร้างเครือข่ายผู้บริโภค”

     ธุรกิจเครือข่ายมีวิวัฒนาการมาจากธุรกิจขายตรง ดังนั้นในยุคแรกเริ่ม แผนธุรกิจเครือข่าย จึงยึดรูปแบบของการขายตรงโดยเน้นที่งานขายสินค้าสู่ผู้บริโภคเป็นหลัก เมื่อมีนโยบายมุ่งไปที่การขาย นักธุรกิจในกลุ่มนี้จึงต้องจดจำรายละเอียดสินค้าให้มาก เพื่อนำเสนอสินค้าแก่ผู้บริโภค ครั้นต่อมามีการพัฒนาวิธีการทำงานที่ดีขึ้น ด้วยการส่งเสริมการขายด้วยนโยบายการสร้างเครือข่ายผู้บริโภค มีระบบสมาชิกเพิ่มขึ้นมา สมาชิกธุรกิจสามารถเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้ผลประโยชน์ทั้งสองทาง กลายเป็นธุรกิจเครือข่ายที่มีผลดีต่อเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้ทำให้เกิดเครือข่ายผู้บริโภคขึ้นมากมายทุกอย่างในธุรกิจเครือข่ายแบบคลื่นลูกที่หนึ่งนี้ ดีหมดทุกประการแต่เสียอยู่อย่างเดียว คือ มันทำได้ยาก เพราะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทั้งขาย ทั้งประชุม และกิจกรรมอื่นๆอีกมาก และยังมุ่งอยู่กับการใช้แรงงานคนเป็นหลักแต่เป็นเรื่องที่แปลก ที่คนขายเก่งที่สุด กลับไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ เพราะ คนที่มีรายได้ 6-7 หลักในธุรกิจนี้ เน้นสร้างนักธุรกิจเครือข่ายมากกว่าสร้างเครือข่ายผู้บริโภค ซึ่งจุดนี้เองก่อให้เกิดกระแสของคลื่นลูกที่สอง

คลื่นลูกที่ 2 แนวคิดหลัก “ เครือข่ายของนักธุรกิจเครือข่าย ”

   ธุรกิจเครือข่ายในคลื่นลูกที่ 2 นี้มีวิวัฒนาการมาจากคลื่นลูกเก่า ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็มาเข้ามีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในธุรกิจ ระบบINTERNETได้เข้าเสริมการขยายงานขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ทั้งระบบและคนร่วมกันทำงาน ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำงานแทนกันได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์คนยังคงเป็นปัจจัยหลักของการทำธุรกิจเครือข่าย ซึ่งหมายความว่า นักธุรกิจก็ยังคงต้องทำกิจกรรมต่างๆเหมือนเดิม เช่น การประชุมนอกสถานที่ การนัดคุยที่ร้านกาแฟ แต่มีภาระในการดำเนินงานลดลงกว่าเดิมแผนการตลาดในยุคนี้ ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น และขั้นตอนในการสำเร็จที่ง่ายกว่า จึงทำให้ธุรกิจเครือข่ายรุ่นแรกๆต้องพยายามปรับตัวแข่งขันให้ทัน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดของแผนธุรกิจเดิม(ที่เริ่มต้นใช้ มานับสิบปี) และการแก้แผนก็เป็นสิ่งที่ทำได้ลำบากแม้ธุรกิจเครือข่ายจะพัฒนามาถึงระดับที่มีความสะดวก ความรวดเร็ว และมีแผนธุรกิจที่ง่ายต่อความสำเร็จ แต่การสร้างนักธุรกิจเครือข่าย ขึ้นมาสักหนึ่งคน มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก และหากว่าใต้สายงานของคุณไม่มีบุคคลเช่นนี้ ธุรกิจเครือข่ายที่คุณสร้างมา มันอาจจะเฉาลงในที่สุด ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้นักธุรกิจเครือข่ายหลายท่านจึงวางมือไม่ได้เลยและแล้วในที่สุด ก็มีคนคิดค้นระบบธุรกิจที่สมบูรณ์แบบขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังที่กล่าวมา โดยใช้ระบบINTERNETทำงานแทนคน100% ซึ่งนวัตกรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์คลื่นลูกที่ 3 ในธุรกิจเครือข่าย
 

คลื่นลูกที่ 3 แนวคิดหลัก “ นักธุรกิจเครือข่าย ที่มีระบบอัจฉริยะ ”

    ธุรกิจเครือข่ายพันธุ์ใหม่ บนโลกไซเบอร์ ที่นักธุรกิจเครือข่ายสามารถทำงานเครือข่ายทุกขั้นตอน ได้บน INTERNET อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกนอกบ้าน ไปหาผู้มุ่งหวัง นำสินค้าไปขาย หรือแม้กระทั่งการนัดประชุมตามโรงแรม วิถีทางธุรกิจทั้งหมดนี้จะเหลือเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ และชักชวนผู้มุ่งหวังให้ศึกษาข้อมูลทางธุรกิจจากเว็บไซด์ส่วนตัวของท่าน ซึ่งทุกท่านจะได้รับจากบริษัททันทีที่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกรูปแบบของธุรกิจเครือข่ายในแบบฉบับคลื่นลูกที่สามนี้ เหมาะสำหรับท่านที่ค่อยไม่มีเวลา ไม่ชอบไปประชุม ไม่ชอบพูดคุยนานๆ(ก็ต้องมีบ้าง) และที่สำคัญลงทุนไม่สูงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับฐานรายได้ของคนไทย ณ ปัจจุบันเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจเครือข่ายแบบคลื่นลูกที่สาม ใช้เงินลงทุนต่ำ เพราะ ทุกอย่างทำบน INTERNET จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล

 

ธุรกิจในฝันของคุณควรมีหลักเกณฑ์ 5 ประการดังนี้

  1. มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ (คุณลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่มีรายได้ครั้งแล้วครั้งเล่าต่อเนื่อง)

  2. ไม่มีความเสี่ยง เก็บเกี่ยวได้ตลอดชีวิต

  3. มีตลาดรอบโลก ไม่จำกัดขอบเขตของการทำตลาด

  4. ให้เป็นมรดกให้กับทายาทได้ และขายได้

  5. ลงทุนน้อยและบำรุงรักษาน้อย



ธุรกิจในฝันขนานแท้ต้องมีครบทั้ง 5 ข้อนี้ หากมีเพียง 4 ใน 5 ประการถือว่ายังไม่ดีพอ เพราะในที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นธุรกิจแบบเดิม ๆ ที่มีลักษณะบางประการของธุรกิจในฝันเท่านั้น ในปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดว่า "ธุรกิจเครือข่าย+อีคอมเมิร์ซ" เป็นกุญแจสำคัญของการได้มาซึ่งธุรกิจในฝันอย่างแท้จริง

---------------------------------------------------------------------------------

เงิน 20 บาท มีค่ามากสำหรับคนบางคน


ใน ขณะที่ใครหลายๆ คนกินอิ่ม นอนหลับอยู่ในบ้านที่แสนสบาย ใช้เงินฟุ่มเฟือยเต็มสูบไม่มีจำกัด อยากได้อะไรซื้อ อยากกินอะไรกิน ทิ้งๆ ขว้างๆ บ้างตามประสาคนเหลือกินเหลือใช้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง...กลับมีคนที่ยอมเดินด้วยเท้า จากจังหวัดอุบลราชธานี ไปยังจังหวัดอยุธยา ด้วยระยะทางไกลมากว่า 600 กิโลเมตร เพียงเพื่อเงินวันละ 20 บาท

เรื่องที่ทางทีมงานจะขอนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเว็บไซต์ พันธ์ทิพย์ดอทคอม ประสบ เหตุการณ์ด้วยตัวเอง และอยากนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ซึ่งเขาก็เล่าว่า ... ผมและครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวจังหวัดอยุธยา ระหว่างทางก่อนที่จะถึงจุดหมาย ผมได้มองไปข้างทางและเห็นชายแก่คนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กำลังเดินอยู่ข้างทางแบกถุงปุ๋ย พร้อมห่อผ้าขาวม้า 1 ห่อ เดินกลางแดดกลางวันร้อนๆ ยามบ่าย ผมจึงให้แฟนจอดรถและลงไปถามชายชราคนนั้นว่า

ผม : ตาจะไปไหน ทำไมมาเดินตากแดดแบบนี้เล่า

ตา : (ยิ้ม) จะไปอยุธยา

ผม : ตาจะไปทำไมที่อยุธยา ไปหาใครเหรอ

ตา : ไปรับจ้างเลี้ยงวัว มีคนเขาบอกว่าที่อยุธยา มีคนเขาหาคนเลี้ยงวัว

ผม : เขาจ้างวันละเท่าไหร่ ตารู้จักเขาเหรอ

ตา : เขา จ้างวันละ 20 บาท มีที่พักให้ด้วย (ตาหมายถึงนอนกับวัวเลย) ตาไม่รู้จักเขาหรอก ที่ไปนี้ก็ต้องไปถามเขาอีกทีว่าใครจะจ้างตาเลี้ยงวัวบ้าง

ผม : แล้วใครบอกตาว่าที่อยุธยาเขาหาคนเลี้ยงวัว

ตา : คนแถวบ้านตาบอก เขาพูดกันว่าที่อยุธยามีคนเขาหาคนเลี้ยงวัวเยอะ

ผม : ตามาจากไหนละ มาคนเดียวเหรอ แล้วยายไปไหนล่ะ

ตา : ตามาจากอุบลฯ ตามาคนเดียว เพราะยายตายแล้ว

ผม : ลูกๆ ไม่มีเหรอตา

ตา : มีลูก 2 คน ชายคน หญิงคน มีครอบครัวกันหมดแล้ว ไม่เคยเห็นหน้ามาหลายปีแล้ว ยายตายนี่พวกมันยังไม่รู้เลย

ผม : แล้วทำไมตาไม่อยู่บ้าน หางานแถวบ้านทำล่ะ

ตา : ตา ไม่มีบ้าน พอยายตาย พี่น้องยายเขาก็ไม่ให้อยู่ในที่ของเขา งานแถวบ้านมี แต่เขาไม่จ้างตาทำ เขาบอกว่าตาแก่แล้ว ทำอะไรช้าไม่ทัน เขาก็ไม่จ้างตา

ผม : แล้วตามาถึงที่นี่ได้อย่างไง

ตา : ตาเดินมาเรื่อยๆ

ผม : เดินมาจากอุบลฯ นะเหรอตา ทำไมไม่นั่งรถเมล์มาล่ะ

ตา : (ยิ้ม) ตาไม่มีตังค์ (ควักเงินออกมาให้ดู ซึ่งในมือตามีเงิน 15 บาท เหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ ที่เหลือเป็นเหรียญบาทเก่าๆ สีเขียว)

ผม : แล้วตาออกจากอุบลฯ มาวันไหน

ตา : หลังสงกรานต์ 2 วัน (ยิ้ม)

ผม : แล้วตาเอาอะไรมาด้วย นี่ห่ออะไรที่ตาถือมา

ตา : อ๋อ ห่อกระดูกยาย กับถุงเสื้อผ้าตา

ผม : แล้วตากินอะไรอยู่

ตา : เดินผ่านร้านที่เขาขายมันต้ม แม่ค้าเขาเลยให้ตามากินฟรีๆ ไม่เอาตังค์ตาด้วย

ผม : (สายตาของผมมองไปที่เท้าของตา เห็นรองเท้าของตามีกระดาษติดที่ส้น) กระดาษติดที่เท้าตานะ ระวังหกล้ม

ตา : (ยิ้ม) อ๋อ ตาเอามันมารองที่เท้าตาเอง เพราะส้นรองเท้ามันขาดแล้ว เวลาเดินมันร้อนส้นเท้า

ผม : แล้วนั่นน้ำอะไรจ๊ะตา (เห็นน้ำสีน้ำตาลในขวดสีขาวขุ่นมากๆ วางอยู่ข้างๆ ตา)

ตา : น้ำกินตาเอง

หลัง จากนั่งคุยกับตาแกไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่า ตา อายุ 76 ปีแล้ว แต่ผมดันลืมถามชื่อแกมา รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้สังเกตเห็นตลอดเวลาคือ เนื้อตัวค่อนข้างเลอะ มีรอยยุงกัดตามตัวเยอะมาก เพราะแกบอกว่าอาศัยนอนข้างถนน นอนศาลา และดวงตาของแกฝ้ามัวมาก เหมือนมีเส้นใยบางๆ ในดวงตา และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ "รอยยิ้ม" ที่ เห็นฟัน 1 ซี่ ของแกมีมาให้ตลอดเวลาระหว่างที่สนทนากัน ทำให้ผมรู้สึกว่าตาเป็นคนอารมณ์ดี จากนั้นผมจึงได้ส่งร่มในมือที่ถือก่อนลงจากรถให้แกไว้ใช้ พร้อมเงินอีก 190 บาท (เพราะมีอยู่แค่นั้น) ซึ่งตอนที่แกได้ร่ม ตาแกดีใจมาก ยิ้มตลอดเวลา ในใจแกคงคิดว่าต่อไปนี้แกคงไม่ต้องเดินร้อนแล้วล่ะ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมตาแกไม่ไปบวช หรือขอข้าววัดกิน เรื่องนี้พวกเราคุยกันว่า ตาแกยังคงอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ไม่อยากจะขออาศัยวัดกิน มีมือมีเท้าก็อยากทำให้เกิดประโยชน์บ้าง

...และนี่คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีคนอีกจำนวนมากต้องปาดกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง รู้แบบนี้แล้วทำไมไม่ลองมองย้อนมาดูตัวเอง ว่าวันนี้คุณ "พอเพียง" แค่ไหนกัน ? ทั้ง นี้ผู้เล่าประสบการณ์ คิดได้ว่า เขาโชคดีเหลือเกินที่มีกินมีใช้ เกิดมาไม่ลำบาก มีพ่อแม่ มีเงินให้ใช้ แต่หลังจากเจอตาแล้วทำให้เขาคิดได้ว่า ต่อไปนี้เขาต้องรู้จักใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น เผื่อวันหน้าจะได้ไม่ลำบาก
 

 

 

สงวนลิขสิทธิ์ โดย www.probuilderplus.net ห้ามคัดลอกข้อความใด ๆ ก่อนได้รับอนุญาติโดยเด็ดขาด